12/16/2554

การให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ


ช่วงนี้เป็นเทศกาลคริสต์มาส หลายคนต่างวุ่นวายกับการเตรียมของขวัญที่จะมอบให้กับคนที่เรารัก
หลายคนคาดหวังจะได้รับสิ่งดีและสิ่งใหม่ๆ บางคนก็เตรียมให้ด้วยใจสุขเพราะได้ให้ก็มีความสุขอย่างมากมาย
มีคนยากจนมากมายที่ไม่มี และอยากจะให้บ้าง และคนจนบางคนไม่มีแต่ก็อยากจะได้ อาจพูดให้ทุกท่านงงไปหน่อยค่ะแต่ก็มีความสุขมากๆ ที่จะพูดเพราะช่วงนี้เตรียมของหลายอย่างให้คนที่รักเช่นกัน เป็นแค่คนจนบนโลกนี้ค่ะก็อย่างที่เคยเล่านะคะ เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาค่ะ ขำประโยคนี้ทุกที! ไม่ธรรมดาซิค่ะ เพราะเป็นคนที่พระเจ้าทรงรักมาก ทำผิดก็บ่อย ขี้เกียจอ่านพระคัมภีร์อ่านแต่หนังสือแปลตลอด แต่พระเจ้าทรงเมตตาค่ะทรงเรียกตลอดเวลาคะ
พระองค์ไม่หนีไปใหน ทรงมองดูตลอด และวันนี้ดีใจมากๆค่ะ พระองค์ทรงส่งฑูตสวรรค์มาหาถึงที่บ้าน อ้อ!...ลืมบอกค่ะ เดินไม่ได้2วันแล้วค่ะ แต่ไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลยมีแต่สามีที่รู้ กระดูกไม่ดีค่ะแล้ววันก่อนก็ไปจ่ายตลาดเดินไกลและปวดขามากๆค่ะ ตกดึกเดินไม่ได้ซะงั้น อาจารย์รู้จักท่านนึงโทรมาว่าจะมาหาที่บ้าน โอ้!...ตกใจค่ะ ท่านไม่เคยมาเลยและท่านเป็นคนที่ น่าเกรงใจมากเพราะพระเจ้าสถิตกับท่านบางครังท่านพูดเหมือนไม่ใช่ท่านพูดค่ะ ก็เลยกลัว คิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตด้วย หลายครั้งที่พูดจาโกหกท่านก็รู้ค่ะ ก็เลยไม่กล้าโกหกต่อหน้าท่าน วันนี้ท่านมาหาก็ตกใจเพราะบ้านรกมากคะ แต่ท่านบอกสั้นๆว่าเธอไม่สบายหรือเปล่าอาจารย์เป็นห่วงก็เลยมาดู แค่นี้น้ำตาก็ซึมแล้วค่ะ อาจารย์วางมืออฐิฐานนานเป็นครึ่งชั่วโมงจนสามีกลับมา และประหลาดใจที่อาจารย์มาหา แต่มีความยินดีในพระเจ้าสามีขอบคุณพระเจ้าที่อาจารย์มา แค่นี้จูดีก็สุขมากค่ะ เพราะสามีไม่ค่อยขอบคุณพระเจ้า ฮาเลลูยาค่ะ
พูดมาเยอะแล้วค่ะ แค่จะแบ่งปันว่าทุกวันของจูดี้คือของขวัญจากพระเจ้า แค่นี้ไม่ต้องการอะไรจากใครอีกแล้วค่ะ และขณะเขียนนี้ก็หายปวดขาแล้วค่ะ สรรเสริญพระเจ้า.......




***การให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ***
อาจารย์ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ เขียนหนังสือไว้ และทุกเดือนธันวาคมทีไรก็หยิบมาอ่านซ้ำค่ะ
ชอบที่อาจารย์ให้ความหมายของตัวอักษร C-H-R-I-S-T-M-A-S ค่ะ ครบดีมากๆ ก็เลยเอามาแบ่งปันค่ะ

การให้มีดังนี้......
........................ใจยินดี [Cheerful Giving]
........................ใจถ่อม [Humble Giving]
........................ให้เกียรติ [Respectful Giving]
........................ดังตั้งใจ [Intentional Giving]
........................อย่างจริงใจ [Sincere Giving]
........................ถูกกาละเทศะ [Timely Giving]
........................ด้วยใจรักเมตตา [Merciful Giving]
........................อย่างเหมาะสม [Appropriate Giving]
........................อย่างเสียสละ [Sacrificial Giving]

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรทุกท่านและมีความสุขในการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส
แล้วก็อย่าลืมว่าพระคริสต์เสด็จมาเพื่อเราทุกคนจะได้รอดและมีชีวิตนิรันดร์ค่ะ
...........อาเมน.....


12/13/2554

ความหมายวันคริสต์มาส



วันคริสต์มาสเป็นวันหยุดประจำปี ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูซึ่งตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม โดยวันดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดจริงๆของพระเยซู แต่อาจจะเป็นวันที่ถูกเลือกเอาไว้เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลโรมัน หรือสอดคล้องกับวันที่มีช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุด (winter solstice)คริสต์มาสเป็นเทศกาลที่สำคัญ และมีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แม้ว่าวันคริสต์มาสจะเป็นเทศกาลของชาวคริสต์ แต่ในหมู่คนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ก็มีการเฉลิมฉลอง
กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน ซึ่งการเฉลิมฉลองนั้นมีทั้งแบบสมัยใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเลยกับอีก
แบบหนึ่งคือแบบดั้งเดิม โดยประเพณีที่เป็นนิยมในสมัยใหม่นั้น ได้แก่ การมอบของขวัญ การแลกเปลี่ยนการ์ดอวยพร
การจัดงานเลี้ยงฉลองในโบสถ์ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษ และการโชว์งานตกแต่งประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆด้วย ต้นคริสต์มาส ดวงไฟประดับ พวงดอกไม้ ต้นมิสเซิลโท การแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู และต้นฮอลลี่

สัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส


ต้นคริสต์มาสหรือต้นสนที่ประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้


สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์


Christmas Rose มีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง



ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส




ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star" มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม



เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข






11/24/2554

ประวัติวันขอบคุณพระเจ้า





ประวัติวันขอบคุณพระเจ้า
ในยุคเริ่มแรก ถือว่าวันขอบคุณเป็นวันสิ้นสุดของฤดูการเก็บเกี่ยว และเข้าสู่การพักผ่อน ก็สมควรจัดงานเลี้ยงฉลองขอบคุณพระเจ้า
ในปี ค.ศ. 1620 ชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่ม Separatists (เซพพาเรทติสท์) ได้เดินทางออกจากเมืองพลีเม้าธ์ ประเทศอังกฤษ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคมาขึ้นฝั่งในดินแดนใหม่ในทวีปอเมริกาเหนือ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1620 สถานที่ที่ผู้บุกเบิก หรือ พิวกริม ในรัฐแมสสาซูเสท
แรกเริ่มชาวอังกฤษกลุ่มนี้มาตั้งถิ่นฐานในอเมริกา พวกเขาเจอกับอากาศที่หนาวจัด ตกอยู่ในความยากลำบาก ต้องล้มป่วยลงและเสียชีวิตเนื่องจากความหนาวเย็น ชนเผ่าอินเดียนแดงแวมพานอค ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเดียวกันได้ให้ความช่วยเหลือชาวอังกฤษกลุ่มนี้ชาวอินเดียแดง สอนพวกเขาให้รู้จักการเก็บออม ถนอมอาหาร แปรรูปอาหาร และช่วยพวกเขาเก็บเกียวผลด้วย มันเริ่มจาการที่คนผิวขาวแสดงความขอบคุณกับชาวพื้นเมือง และก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันต่อๆมา
ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1621 ชาวอังกฤษกลุ่มนี้ได้เชิญชาวเผ่าอินเดียนแดงมาร่วมขอบพระคุณพระเจ้าที่ได้ช่วยชีวิตในดินแดนแห่งใหม่นี้ การเลี้ยงฉลองครั้งแรกๆได้มีการรับประทานขนมพาย ไก่งวง
การฉลองวันขอบพระคุณพระเจ้าอย่างไม่เป็นทางกานี้ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1621 จนถึงปี ค.ศ.1863 เมื่อรัฐบาลได้ประกาศให้มีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าอย่างเป็นทางการ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1863 และก็มีการฉลองติดต่อกันในวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสถาปนารัฐ และให้เป็นวันหยุดประจำปี ทุกวันนี้ชาวอเมริกันจึงถือเอาวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน ของทุกปีเป็น "วันขอบคุณพระเจ้า" ทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา
ในวันนี้พวกคริสเตียนจะทำพิธีนมัสการขอบคุณพระเจ้า สำหรับผลิตผลที่พระเจ้าอวยพร และสำหรับเสรีภาพที่ได้รับ จะมีการร้องเพลงโมทนาพระคุณ อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าพิธีนี้ส่วนมากจะทำกันในเวลาเช้า หลังจากนั้นในครอบครัวก็รับประทานอาหารร่วมกัน อาจจะเป็นมื้อกลางวันหรือเย็น ใช้บ้านญาติคนใดคนหนึ่ง เป็นที่รวมสมาชิกในครอบครัว อาหารพิเศษของวันนี้ก็จะมีไก่งวง วันอาทิตย์ถัดมาก็จะนำเอาผลผลิตของตน มาถวายต่อพระเจ้าที่คริสตจักร เสร็จพิธีนมัสการแล้ว ก็จะนำเอาของเหล่านี้ไปแจกให้คนยากจน

4/19/2554

เมื่อถูกทดลอง






“จงระลึกเสมอว่าการทดลองที่เข้ามาในชีวิต ไม่ต่างจากคนอื่นๆ
พระเจ้าจะไม่ให้การทดลองนั้นรุนแรงจนเราทนต่อมันไม่ได้แน่นอน
เมื่อถูกทดลองพระองค์จะสำแดงทางออกแก่เรา เพื่อที่เราจะไม่ท้อถอยต่อมัน”







มีน้องๆบางคนโทรมาคุยเรื่องการถูกทดลอง และดิฉันคงให้คำตอบได้เพียงเท่านี้
เพราะช่วงแรกๆขงชีวิตฉันเร่มต้นดีมาก ถามว่ารู้จักพระเจ้าใหม รู้จักค่ะ แต่ไม่เชื่อและวางใจ
เหมือนพระเจ้าจะทรงเรียกตั้งแต่เด็กนะคะ แต่ไม่สนใจอะไร จนทุกสิ่งในชีวิตเริ่มจะแย่ลงๆ
ก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่พระเจ้าบอก จนวันนึงรู้สึกอยากเชื่อพระเจ้าก็เชื่อซะอย่างนั้น
แต่เชื่อพระเจ้าก็ยังชีวิตนี่แย่ลงมากๆ คิดว่าถ้าเชื่อพระเจ้าแล้วแย่อย่างนี้จะเชื่อไปเพื่ออะไร
เคยคิดอยากจะเลิกเชื่อนะคะ แต่มีคนบอกเล่าเรื่องราวการถูกทดลอง ว่าพระเจ้าจะทดลองเราและเคี่ยวกรำเรา
แต่พระองค์จะไม่ให้เราเจ็บปวดตลอด พระองค์จะสำแดงทางออกเสมอ

ฉันโดนทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้องไห้กับชีวิตก็บ่อย แต่เพราะเชื่อว่าการทดลองจากพระเจ้าเป็นงานที่ฉันต้องฝึกตัวเองเช่นกัน พระเจ้าอาจช้าแต่ทันเวลาเสมอ พระองค์มีทางออกให้กับดิฉันเสมอค่ะ ทุกวันนี้ฉันได้มีส่วนรับใช้พระเจ้าหลายอย่างในคริสตจักร และฉันคิดว่าการทดลองของพระเจ้าดีเหลือเกินค่ะ หากใครไม่เคยถูกทดลองก็อาจไม่รู้พระคุณของพระเจ้านะคะ

3/29/2554

เชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต



คนโบราณในประเทศตะวันตก เชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต เพราะกำลังจะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น จึงได้มีการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์กัน คริสตชนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วันคริสต์มาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิด และสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็จะเป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว ไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตาย บรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้น จากความตาย มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้ เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวัน ผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรัก ที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง

ทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกัน

สมัยก่อน คริสตจักรต่างๆจัดฉลองวันอีสเตอร์ไม่ตรงกันจนถึงปี ค.ศ.325 สภาไนเซียหรือสภาผู้นำคริสตจักรทั่วโลกได้ประชุม และมีมติให้กำหนดแน่นอนให้คริสตจักรทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกัน โดยกำหนดวันอีสเตอร์คำนวนตามระบบจันทรคติทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้การฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ในครั้งแรกจริงๆ การฉลองวันอีสเตอร์ โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ หรือที่สุสาน หรือในทุ่งกว้าง ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ยังมืดอยู่พอดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าเสียงเพลง”เป็นขึ้นแล้ว”ก็จะดังกระหึ่มขึ้นเขาจะร้องเพลง อธิษฐานโมทนาพระคุณพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ได้มีชัยชนะเหนือความตาย และทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ หลังจากนั้นก็ บรรยายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์หนุนใจให้คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างมีชัย เหนือความบาป และความตายยืนหยัดอยู่ในความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เสร็จแล้วบางแห่งก็จะมีการเล่นเกมส์สนุกๆ หลายแห่งนิยมเอาไข่มาระบายสีต่างๆ ให้ดูสวยงามและนำไปซ่อนให้เด็กๆ หรือหนุ่มสาวค้นหาอย่างสนุกสนาน คนโบราณในประเทศตะวันตกเชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตเพราะกำลังจะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น จึงได้มีการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ด้วยดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ คือดอกลิลี่หรือดอกพลับพลึงขาวบริสุทธิ์ คริสเตียนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วันคริสตมาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิด และสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็จะเป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว ไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตาย บรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้นจากความตาย มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตายแต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริงโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวันผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรักที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง

Easter Season or Passover



พระคริสต์คืนพระชนม์
วันคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดในปฏิทินของพระศาสนจักร และเป็นหัวใจแห่งความเชื่อศรัทธาของคริสตชนทั้งปวง หากปราศจากวันพระคริสต์คืนพระชนม์นี้ การเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์จะไม่มีความหมายใดๆ เลย เทศกาลพระคริสต์คืนพระชนม์จะใช้เวลา 6 สัปดาห์โดยเริ่มตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย กระทั่งถึงวันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเพื่อคริสตจักร สีที่ใช้คือ “สีขาว”

2/16/2554

ท้อถอยหมดกำลัง




ท้อถอยหมดกำลัง
เคยใช่ใหมค่ะ.“ท้อถอยหมดกำลัง”คงต้องมีกันอยู่แล้วนะคะ
แต่ถ้าใครไม่เคยเนี่ย..แสดงว่าไม่เคยทำอะไรที่จริงจังและตั้งใจ จะยังไงก็แล้วแต่ค่ะ ไม่ว่าเราจะเคยหรือไม่เคย
พระเยซูก็เคยผ่านมาก่อนเราแล้ว ขอให้ทุกคนอดทนแก้ปัญหาและฝ่าฟันไปให้ได้นะคะ อย่าลืมว่าคริสเตียนไม่หนีปัญหานะคะ
พระเจ้าทรงดูเราอยู่แม้ว่าเราจะไม่เคยหันไปมองพระองค์เลย ขอให้เราอย่าลืมที่จะทูลเรื่องต่างๆให้พระองค์ทราบนะคะ
พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มีทางออกให้เราเสมอ หากแม้บางครั้งที่พระองค์ไม่ทรงตอบเราเพราะพระองค์ทรงทราบสิ่งดีที่จะมาถึงเรา
ขอให้เรามีความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจนะคะ

สดุดี34:19 คนชอบธรรมนั้นถูกข่มใจหลายอย่าง แต่พระเยโฮวาห์ทรงช่วยเขาออกมาให้พ้นหมด
พระเจ้าอวยพรทุกคนนะคะ
JUDY

2/08/2554

Chris Tomlin -- How Great is Our God

"I Am Not Alone" By Natalie Grant (FULL)

I Believe - Natalie Grant

Natalie Grant - I Believe

2/04/2554

ประวัติวาเลนไทน์






ประวัติวาเลนไทน์เริ่มต้นยังไง


ประวัติวาเลนไทน์เริ่มต้นยังไง
เทศกาลวาเลนไทน์ เริ่มมีตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมัน ในยุคนั้น ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุด เพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโน่ผู้เป็นจักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอิสตรีเพศและการแต่งงาน และในวันถัดมา คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาลเฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม มีขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่งของชายหนุ่มก็คือ การจับฉลาก ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก่อนที่จะเริ่มต้นเทศกาลลูเพอร์คาร์เลีย ชื่อของเด็กสาวจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษและใส่ลงในไห ชายหนุ่มแต่ละคนจะจับฉลากเพื่อเลือกคู่ในเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ บ่อยครั้งที่หนุ่มสาวต่างถูกใจกัน และแต่งงานกันในเวลาต่อมา
ในรัชสมัยของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 แห่งโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้าย และทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วมในกองทัพ เนื่องมาจาก ไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโองการสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง ขณะนั้นเอง พระรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ซึ่งอาศัยอยู่ในโรม ได้ร่วมมือกับเซนต์มาริอัส จัดพิธีแต่งงานให้กับชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนาดีของท่านนี้เอง จึงทำให้ท่านถูกตัดสินประหารชีวิตโดยเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.270 ซึ่งตรงกับเทศกาลลูเพอร์คาร์เลีย ตามประเพณีโบราณพอดี ณ โอกาสนี้เอง กลุ่มคนนอกศาสนาได้รื้อฟื้นประเพณีจับฉลากขึ้นมาใหม่ โดยชายหนุ่มจะเป็นผู้เขียนชื่อหญิงสาวลงไปด้วยตัวเอง ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรัก และดูเหมือนว่ายังคงเป็นธรรมเนียม ที่ชายหนุ่มจะเลือกหญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้



วาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซํ้าร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์ "คลอดิอุสที่ 2" ผู้ออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือ และห้ามให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียนเกิดขึ้น แต่ยังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ "วาเลนตินัส" หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมานแสนสาหัสอยู่ในคุก
ในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น ได้เขียนจดหมายสั้น ๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า
"...จากวาเลนไทน์ของเธอ (Love From Your Valentine)"

ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" Saint Valentine's Day หรือ Valentine'sDay และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชียด้วย






1/26/2554

ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีกังวล!

นิค วูจิซิค Nick Vujicic
เป็นชาว ออสเตรเลีย เกิดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2525 จากพ่อแม่ชาวเซอร์เบียซึ่งอุทิศตนให้คริสต์ศาสนา นิค วูจิซิคเกิดมาไม่มีแขนทั้งสองข้าง มีขาสั้นๆ ข้างเดียวที่มีนิ้วโป้งสองนิ้วเท่านั้น
แทนที่จะมัวหมกมุ่นสงสารตัวเอง หรือโกรธเกรี้ยวผู้คนรอบข้างด้วยเหตุผลต่างๆ นานาของ “ความไม่ยุติธรรม” (Why me?) เขากลับบอกพ่อแม่ว่าเขาอยากใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องการให้ใครมาดูแล หรือปฏิบัติต่อเขาอย่างพิเศษ — แล้วเขาก็ใช้ชีวิตปกติ ไปโรงเรียนสามัญเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีร่างกายสมบูรณ์ ผู้คนต่างมองเขาอย่างประหลาดใจ โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าสิ่งที่พวกเขาคิดกับความเป็นจริงนั้น เป็นคนละเรื่องเลย เขาเรียนจบทางบัญชี และปัจจุบันเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่เดินรอบโลก เพื่อพูดกับเด็ก-วัยรุ่นที่มีความคับข้องใจ ไม่พอใจ เป็นตัวอย่างที่มีชีวิต แสดงให้เห็นว่าที่แต่ละคนมีนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดไหน จะทุกข์ร้อนอะไรนักหนา
เรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์ใจเกี่ยวกับความเชื่อในภาวะ อันยากลำบาก ถ้าเรื่องของนิคไม่ทำให้เราเชื่อเรื่องความรักของพระเจ้าและพลังของพระองค์ รวมถึงสิ่งที่ความเชื่อนั้นทำให้เกิดขึ้นได้ ก็คงไม่มีเรื่องไหนที่จะทำให้เราเชื่อได้อีกแล้ว
ผมชื่อ นิค วูจิซิค และผมขอมอบสิ่งดีต่าง ๆ ให้เป็นของพระเจ้าสำหรับโอกาสการเป็นพยานของผมที่จับต้องหัวใจของคนนับแสนทั่วโลก!
ผมเกิดมาโดยที่ไม่มี แขนขาและหมอก็หาคำอธิบายทางการแพทย์ไม่ได้สำหรับ "ข้อบกพร่อง" จากการกำเนิดนี้ อย่างที่คุณน่าจะจินตนาการได้ว่าผมต้องเจอกับความท้าทายและอุปสรรคมากมาย
"คิดซะว่ามันเป็นความรู้สึกเป็นสุขอันบริสุทธิ์เถิดพี่น้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องเจอกับการทดลองในหลายรูปแบบ"

...ให้ถือ ว่าความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก และการต่อสู้ดิ้นรนของเราเป็นความรู้สึกอันเป็นสุขงั้นเหรอ? ด้วยความที่พ่อแม่ของผมเป็นคริสเตียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของผมที่เป็นนักเทศน์ในโบสถ์ พวกเค้ารู้ซื้งในคำพูดนั้นเป็นอย่างดี
อย่าง ไรก็ตาม เช้าวันหนึ่งของวันที่ 4 ธันวาคม ปี 1982 ที่เมืองเมลเบิร์น (ประเทศออกเตรเลีย) สองคำสุดท้ายที่อยู่ในใจของพ่อแม่ผมก็คือ "สรรเสริญพระเจ้า!"
ลูก ชายคนแรกของพวกเขาเกิดมาไม่มีแขนขา! ไม่มีคำเตือนใด ๆ หรือแม้แต่เวลาให้เตรียมใจสำหรับเรื่องนี้ หมอก็ตกใจและไม่มีคำตอบใด ๆ เลย! ยังคงไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ใด ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น และตอนนี้นิคมีทั้งน้องชายและน้องสาวที่เกิดมาเหมือนกับเดกปกติคนอื่น ๆ
คน ทั้งโบสถ์เศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเกิดมาของผม และพ่อแม่ผมก็รู้สึกไปกับเรื่องเหล่านั้น ทุกคนถามว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความรัก ถ้างั้นทำไมพระองค์ถึงยอมให้สิ่งเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับใครคนอื่น แต่กับคริสเตียนที่ทุ่มเทแบบนี้" พ่อผมไม่คิดว่าผมจะมีชิวิตอยู่ได้นานนัก แต่ผลการทดสอบกลับบอกว่าผมเป็นเด็กผู้ชายแข็งแรง เพียงแค่แขนขาหายไปเท่านั้นเอง
พ่อแม่ผมมีความกังวลอย่างมากและแสดงให้ เห็นถึงความกลัวว่าชีวิตแบบไหนกันนะที่ผมจะเติบโตขึ้นมา ซึ่งมันก็เข้าใจได้อยู่หรอก แต่ว่าพระเจ้าก็ให้ความเข้มแข็ง สติปัญญา และความกล้าแก่พวกท่านในการที่จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ในช่วงปีแรก ๆ และไม่นานหลังจากนั้นผมก็โตพอที่จะไปโรงเรียนได้
กฎหมาย ในประเทศไม่อนุญาตให้ผมได้เข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดเนื่องจากสภาพความบกพร่อง ทางร่างกายของผม แต่พระเจ้าก็ทำเรื่องมหัศจรรย์และให้พลังแก่แม่ผมในการที่จะต่อสู้กับกฎหมาย เพื่อให้มันเปลี่ยนไป ผมเป็นคนหนึ่งในนักเรียนที่พิการรุ่นแรกที่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนในระดับหน้า
ผมชอบไปโรงเรียนและพยายามที่จะมีชีวิตเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่ผมก็ได้รับรู้ในปีแรก ๆ ของการไปโรงเรียนถึงเวลาที่รู้สึกไม่สบายใจอันเกิดจากการถูกปฎิเสธ รู้สึกแปลกแยกและถูกล้อเลียนจากความแตกต่างทางร่างกายของผม เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะชินกับความรู้สึกนั้น แต่ด้วยการสนับสนุนของพ่อแม่ ผมเริ่มที่จะพัฒนาทัศนคติที่ดีและคุณค่าที่ช่วยให้ผมก้าวผ่านเวลาแห่งความท้าทายนั้น
ผมรู้ ว่าภายนอกผมต่างจากคนอื่นแต่ข้างในนั้นผมก็เหมือนกับทุกคนแหละ มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกแย่มาก ๆ จนไม่อยากไปโรงเรียนเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอเรื่องแย่ ๆ พวกนั้น แต่ผมก็ได้รับการชูใจจากพ่อแม่ในการที่จะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้น และให้เริ่มหาเพื่อนโดยการไปพูดคุยกับเด็กบางคน ไม่นานนักเด็กนักเรียนเหล่านั้นก็รู้ว่าผมก็เหมือนพวกเขานั้นแหละ และจากตรงนั้น พระเจ้าก็อวยพรผมในการพบเพื่อนใหม่
มีบางเวลาที่ผมรู้สึก หดหู่และโกรธเกรี้ยวเพราะผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายผม หรือไม่สามารถโทษใครได้สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไปโรงเรียนสอนศาสนาวันอาทิตย์และได้เรียนรู้ว่าพระเจ้ารักเราทุกคนและ พระองค์ทรงห่วงใยเรา ผมก็เข้าใจความรักในแบบเด็ก ๆ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ถ้าพระเจ้ารักผม ทำไมพระองค์ถึงทำให้ผมเป็นแบบนี้? เป็นเพราะว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า? ผมคิดว่าผมต้องทำอะไรผิดแน่เลยเพราะจากเด็กทุกคนในโรงเรียน มีผมคนเดียวที่ประหลาด ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็นภาระของคนรอบ ๆ ตัวผม และถ้าผมยิ่งตายเร็วเท่าไหร่ ทุกคนก็คงสบายขึ้นเท่านั้น ผมต้องการที่จะจบความเจ็บปวดและจบชีวิตนี้ด้วยอายุเพียงน้อยนิด แต่ผมก็ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพ่อแม่และครอบครัวที่อยู่ตรงนั้นเพื่อผมตลอดเวลาเพื่อที่จะทำให้ผม รู้สึกดีและเข้มแข็ง

เนื่องจากการต้องดิ้นรนใน ด้านอารมณ์ของผม ผมต้องเจอกับการกลั่นแกล้ง การเคารพตัวเอง และความโดดเดี่ยว พระเจ้าได้ปลูกฝังความหลงไหลในการแบ่งปันเรื่องราวและประสบกาณ์ของผมเพื่อ ช่วยเหลือคนอื่นในการรับมือกับความท้าทายใด ๆ ก็ตามที่พวกเขาต้องเจอในชีวิตและยอมให้พระเจ้าเปลี่ยนเรื่องเหล่านั้นเป็น พระพร
เพื่อหนุนใจและดลใจให้ผู้อื่นใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ และไม่ยอมให้สิ่งใดเข้ามาขวางความหวังและฝันของพวกเข้าได้
บทเรียนหนึ่งในเรื่องแรก ๆ ที่ผมได้เรียนรู้ก็คือการที่จะไม่ทึกทักเอาเอง
"และเรารู้ ว่าพระเจ้ากระทำดีที่สุดในทุกสิ่งเพื่อคนที่รักพระองค์" คำพูดนั้นโดนใจผมมากและพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า โชค หรือความบังเอิญที่ทำให้สิ่ง "เลวร้าย" นี้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
ผมได้พบกับความสงบอย่างสมบูรณ์ในการได้ รู้ว่าพระเจ้าจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดเกิดขึ้นกับเราถ้าพระองค์ไม่มีจุดหมายที่ ดีสำหรับเราทุกคน ผมอุทิศทั้งชีวิตของผมให้กับพระเจ้าเมื่อผมอายุ 15 หลังจากได้อ่าน ยอห์น บทที่ 9 พระเยซูกล่าวว่าเหตุผลที่คนตาบอดเกิด มาตาบอดก็เพราะ "เพื่อว่างานของพระเจ้าจะได้รับการสรรเสริญผ่านทางคนนั้น" ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะรักษาผมเพื่อที่ผมจะได้เป็นพยายานอันยิ่งใหญ่ ให้กับพลังอันดีเลิศของพระองค์ หลังจากนั้นผมก็ได้รับสติปัญญาที่จะเข้าใจว่าถ้าเราอธิฐานเพื่อสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นในเวลาของพระองค์ ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่พระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เกิดขึ้น ผมก็รู้ว่าพระองค์มีสิ่งที่ดีกว่าให้กับผม ตอนนี้ผมได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในการใช้ผมในสิ่งที่ผมเป็นและเป็น สิ่งที่คนอื่นไม่มี
ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีและสำเร็จปริญญาตรีด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชี ผมยังเป็นนักพูดให้กำลังใจและรักที่จะออกไปข้างนอกและแบ่งปันเรื่องราวของผม และเป็นพยาน ณ ที่ใดก็ตามที่โอกาสเป็นใจ ผมได้พัฒนาการพูดเพื่อให้เกี่ยวโยงกับการให้กำลังใจนักเรียนผ่านทางหัวข้อ ที่เป็นเรื่องท้าทายสำหรับเด็กวัยรุ่นในสมัยนี้ นอกจากนั้นผมยังเป็นนักพูดในภาคธุรกิจอีกด้วย
ผมมี ความรักในการยื่นมือออกไปช่วยเยาวชน และการทำตัวเองให้ว่างเพื่อสิ่งใดก็ตามที่พระเจ้าอยากให้ผมทำ และที่ใดก็ตามที่พระองค์ทรงนำ ผมตาม
ผมมีความฝันและเป้าหมายมากมายที่ผมตั้งไว้เพื่อที่จะทำให้สำเร็จในชีวิตนี้ ผมอยากจะเป็นพยานที่ดีที่สุดที่ผมจะเป็นได้สำหรับความรักและความหวังของพระ เจ้า อยากเป็นนักพูดให้กำลังใจในระดับสากล และเพื่อถูกใช้เป็นภาชนะทั้งในเรื่องของคริสเตียนและเรื่องอื่น ๆ ผมอยากมีอิสระทางการเงินเมื่ออายุ 25 ผ่านทางการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อออกแบบรถสำหรับผมที่จะขับได้และอยากได้รับการสัมภาษณ์และแบ่งปันเรื่อง ราวของผมผ่านทางรายการ "โอปราห์ วินฟรี โชว์"!
การได้เขียนหนังสือหลาย เล่มที่ติดอันดับขายดีที่สุดก็เป็นหนึ่งในความฝันของผม และผมหวังว่าจะเขียนหนังสือเล่มแรกให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ หนังสือเล่มนี้จะมีชื่อว่า "ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีกังวล!"
ผม เชื่อว่าถ้าคุณมีความปรารถนาและความหลงไหลที่จะทำสิ่งใด และถ้าสิ่งนั้นเป็นประสงค์ของพระเจ้า คุณก็จะทำสำเร็จในเวลาที่เหมาะสม จากการเป็นมนุษย์นี้เอง ทำให้เรามักจะจำกัดตัวเองโดยไร้เหตุผล! สิ่งที่แย่กว่านั้นก็คือการจำกัดความสามารถของพระเจ้าใตการกระทำทุกสิ่ง เราจำกัดพระเจ้าลงใน "กล่อง"

สิ่งที่ดีเกี่ยวกับพลังของพระเจ้าก็คือ การที่ถ้าเราต้องการที่จะทำสิ่งใดก็ตามเพื่อพระองค์ แทนที่จะสนใจความสามารถของเรา ให้เพ่งความสนใจไปที่เวลาที่เรามีที่จะให้พระองค์ เพราะเรารู้ดีว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทำผ่านเรา และเราไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยหากปราศจากพระองค์ แต่เมื่อเราทำตัวให้ว่างเพื่องานของพระเจ้าแล้ว ลองเดาดูซิว่าความสามารถของใครที่เราจะพึ่งพา? ของพระเจ้าไง!

1/11/2554

หน้าที่ประจำวัน ของคริสเตียน 10 ประการ


หน้าที่ประจำวัน ของคริสเตียน 10 ประการ

"นางมิได้ไปจากบริเวณพระวิหารเลย อยู่นมัสการ ถืออดอาหาร
และอธิษฐาน ทั้งกลางวันกลางคืน" [ลูกา 2:37]
1. อธิษฐาน (Prayers)


"ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตน
แบกทุกวัน และตามเรามา" [ลูกา 9:23]
2. รับกางเขนของตน

พระวจนะตอนนี้ไม่ได้เขียนว่า ตรึงกางเขนตนเอง หรือ ตรึงเนื้อหนัง แต่บอกให้แบกกางเขนของตน คือ เอาชนะตนเอง หรือ ปฏิเสธตนเอง มีตัวอย่างในพระคัมภีร์คือ
• อับราฮัม (ปฐมกาล 13:9) [อับรามแยกกับโลท] (ปฐมกาล 22:1-12) [อับราฮัมถวายอิสอัค]
• โมเสส (ฮีบรู 11:25, กันดารวิถี 16:15) [กบฎโคราห์]
• ซามูเอล (1 ซามูเอล 12:3-4)
• หญิงม่ายชาวศาเรฟัท (1 พงกษัตริย์ 17:8-16)
• เอสเธอร์ (เอสเธอร์ 4:16)
• เรคาบ (เยเรมีห์ 35:3-4)
• อัครทูต (กิจการฯ 20:24)
"ด้วยเขามีใจเลื่อมใสรับพระวจนะของพระเจ้า และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน
หวังจะรู้ว่า ข้อความเหล่านั้น จะจริงดังกล่าวหรือไม่" [กิจการฯ 17:11]
3. ค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน (Search the scriptures)


"เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหาร ด้วยความชื่นชมยินดี และใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป" [กิจการฯ 2:46]
4. รวมกันอย่างสม่ำเสมอ (Continue in one accord)


หมายถึง รวมกันในโบสถ์ รวมกันในกลุ่มเซลล์ตามบ้าน ร่วมรับประทานอาหาร หลังนมัสการสรรเสริญ และฟังคำเทศนา ในวันอาทิตย์ น่าจะมีการร่วมกันรับประทานอาหาร จึงจะถูกต้องกว่า
"เราได้นั่งสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน" [มัทธิว 26:55]
"พระองค์ทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน" [ลูกา 19:47]
5. สอน



"ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ ...
คริสตจักรทั้งปวงจึงเข้มแข็งในความเชื่อ และคริสตสมาชิกได้ทวีขึ้นทุกๆ วัน" [กิจการฯ 2:47, 16:5]
6. นำคนมารับความรอด (Win souls)


"ในบริเวณพระวิหารและตามบ้านเรือน เขาได้สั่งสอน และประกาศข่าวประเสริฐ
ทุกๆ วันมิได้ขาด ว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์" [กิจการฯ 5:42]
7. ประกาศพระเยซู (Preach Jesus)


"เปาโลจึงแยกไปจากเขา และพาพวกสาวกไปด้วย แล้วท่านไปสนทนากันทุกวัน ในห้องประชุมของท่านผู้หนึ่ง ชื่อ ทีรันนัส" [กิจการฯ 19:9]
8. สัมมนาข้อพระคำ (สนทนาพระคัมภีร์) (Discuss scriptures)


"ยังมีการอื่นที่บีบข้าพเจ้าอยู่ทุกวันๆ คือความกระวนกระวาย ถึงคริสตจักรทั้งปวง" [2 โครินธ์ 11:28]
9. มีความรับผิดชอบ มีความห่วงใยคริสตจักร (Carry resopnsibility)
"the care of all the churches"


"ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกว่า "วันนี้"
เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่าน มีใจแข็งกระด้างไป เพราะเล่ห์กลของบาป" [ฮีบรู 3:13]
10. เตือนสติกันและกันทุกวัน (Exhort one another)

เราสบายใจที่สุด เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมอยู่


null

1/08/2554

รายชื่อร้านหนังสือคริสเตียน(ข้อมูลจากคริสเตียนสยาม )


รายชื่อร้านหนังสือคริสเตียน

กรุงเทพมหานคร
1. CLC สีลม
228 ซอย ปราโมทย์ ถนนสีลม กรุงเทพฯ 10500 จันทร์-เสาร์ โทร (02)234238

2. ศูนย์ CLC สุขุมวิท
91/40 สุขุมวิท 101/1 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพ ฯ 10260 จันทร์-เสาร์ โทร (02) 399-0302

3. กนกบรรณสาร
1694/1 ถนนประชาสงเคราะห์ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10400 จันทร์-ศุกร์ โทร (02)692-1402

4. ศูนย์หนังสือเรเดียน
10 ซอย ร่มเย็น ถนนพัฒนาการ พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 โทร (02) 319- 7764

5. คริสตจักรสะพานเหลือง
586 ถนนพระราม 4 แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 อังคาร-อาทิตย์ โทร (02) 268-1141, (02)633- 0093-4

6. คริสตจักร ความหวัง
1200 อาคารโฮบเพลส ถนน พระราม 4 คลองเตย กรุงเทพ ฯ 10500

7. ศูนย์หนังสือรวงข้าว
6 ซอย 20 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240

8. เปาโลบุ้คเซ็นเตอร์
คริสตจักรใต้ร่มพระคุณ 26 ซ.18 รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพ ฯ 10240 จันทร์-เสาร์ โทร. (02)718-7301

9. คริสตจักรไมตรีจิต
590 ถนนไมตรีจิต วงเวียน 22 กรกฎา ป้อมปราบ กรุงเทพ ฯ 10100

10. คริสตจักรสามัคคีธรรมกรุงเทพฯ
31/4 ซอยออนนุช 14 สุขุมวิท 77/1 บางจาก พระโขนง กรุงเทพ ฯ 10260

11. สมาคมพระคริสตธรรมไทย
319/52-55 ถนนวิภาวดีรังสิต สามเสนใน พญาไท กรุงเทพ ฯ 10400 โทร. (02) 279-8341-4 E-mail:tbsthai@ksc.th.com

12. คริสตจักรนาซารีน
52/19-20 ซ.รามคำแหง 76 ถนนรามคำแหง หัวหมาก กรุงเทพ ฯ 10240 จันทร์-ศุกร์ โทร. (02) 375-5343

13. คริสตจักรเทียนสั่ง
1 ถนนมหานคร ซอยสว่าง บางรัก กรุงเทพ ฯ 10500 วันอาทิตย์ โทร. (02) 236-2210

14. แจ้งวัฒนะคริสเตียนบุ๊คสโตร์
29/186 ซ.เมืองทอง 1 ถนนแจ้งวัฒนะ ดอนเมือง กรุงเทพ ฯ 10210 จันทร์-อาทิตย์ โทร.(02)982-5274

15. คริสเตียนศึกษา แบ๊บติสต์
433/11 ซ.ประสาทคอร์ด สวนพูล สาธรใต้ ยานนาวา กรุงเทพ ฯ 10120 จันทร์-ศุกร์ โทร.(02)286-1067-8

16. Praise And Mission Books
4A13 ชั้น4 The IT Mall ฟอร์จูนทาวน์ สี่แยก อสมท จันทร์-อาทิตย์ โทร. (02)642-0770-1

17. คริสตจักรพระกรุณาคุณลูเธอร์แลนด์
3 ซอยรามคำแหง 48 ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กท. 10240 โทร.(02)378-0003

18. โลโกส ( AMG International )
9/22 ซ.ธนาอาเขต ถ.สุขุมวิท 63 พระโขนง กรุงเทพฯ 10110 โทร. (02)3914140

19. คริสตจักรพระพรสามัคคี
อาทิตย์ โทร.(02)416-9381

20. คริสตจักรพันธสัญญารัชโยธิน
อาทิตย์ โทร.(02)5416725

21. คริสตจักรร่วมนิมิตร
อาทิตย์ โทร. (02)932-3592

22. โรงเรียนพระคริสตธรรมแบ๊บติสต์
จันทร์-ศุกร์ โทร. (02)526-3844

23. คริสตจักรหัวหมาก
2220/26-27 หมู่บ้านศรีสุโขทัย ซ.36/1 ถ.รามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพ ฯ 10240 โทร. (02)732-3730-1

24. คริสตจักรพระพรสามัคคี
40/91-92 ถ.พระราม 2 (ม.อมรชัย1)บางมด บางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 (02)416-9381

25. คริสตจักรไบเบิล-ไทยแลนด์
ตู้ ป.ณ. 41 ถ.รัชดาภิเษก จันทรเกษม จตุจักร กรุงเทพ ฯ 10904 โทร. (02)939-1772

26. คริสตจักรซีโอน
197 ตรอกต้นโพธิ์ ถ.เจริญกรุง บางคอแหลม กรุงเทพฯ 10120 (02)289-1361

27. ร.พ.กรุงเทพคริสเตียน-สีลม ชั้นล่างอาคารหมอบรัดเลย์
โทร. 233-6981 ต่อ 2666 หยุดวันอาทิตย์

28. ศูนย์หนังสือรวงข้าว
6 ซอย 20 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพ ฯ 10240 โทร. 02-7187688

29. Bridge Books&Gifts
158 อาคารเอ็มมานูเอล ถ.รัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 โทร.0-2645-4424-6 แฟกซ์ 0-2246-7584

30. CCC Bookstore
Thailand Campus Crusade for Christ 230/38 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวง/เขต ดินแดง กทม. 10400 โทร. 02-2756762, 02-2756440 Fax: 02-6923421 E-mail: bookstore@thaiccc.org

31. บีเอสซี บุ้คสโตร์ (BSC Bookstore)
ศูนย์รวมนักศึกษาแบ๊บติสต์ (BSC) สี่แยกพญาไท 473 ถนนศรีอยุธยา พญาไท ราชเทวี กทม 10400 โทร. 0-2354-4980-1,0-2354-4984-5 แฟกซ์ 0-2354-7368

32.บ้านพำนัก
24 ซอยรามคำแหง 16 ถนนรามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 Tel/Fax 02-718-7128 จันทร์-เสาร์ 10:00-19:00 น วันอาทิตย์ 15:00-18:00

นนทบุรี
1. คริสตจักรแบ๊บติสต์นนทบุรี
จันทร์-ศุกร์ โทร. (02)286-0793

สมุทรปราการ
1. คริสตจักรพระสัญญา
318 ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ. สมุทรปราการ 10270 โทร.(02)702-7636

ชลบุรี
1. คริสเตียนบุ๊คสโตร์
596/1 ซ.13 พัทยา ชลบุร 2026 โทร.(038) 710293

2. คริสตจักรใจสมานชลบุรี
201 ม.3 ถ.พระยาสัจจา ต.เสม็ด อ.เมือง จ. ชลบุรี 20130 อังคาร-อาทิตย์ โทร.(038)784-219, (01)663-2243

3. TCM (Thaichristianmedia)
75/1 ม.6 ถ.ชลบุรี-บ้านบึง ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000 โทร.086-6124210/089-66005588/038-799763

นครสวรรค์่
1.พรประเสริฐ
299/43 ถนนทิพย์มาศ อำเภอ เมือง จ.นครสวรรค์ 60000 จันทร์-เสาร์ โทร. (056)224-398

อุตรดิตถ์
1. คริสเตียนบุ๊คสโตร์
4 ซอย 8 จ.อุตรดิตถ 53000

พิษณุโลก
1. CHRISTIAN BOOK SHOP
69/34 ถ.พระองค์ดำ (ข้าง รพ.รัตนเวช) อำเภอเมือง จ.พิษณุโลก 65000

ลำปาง
1. ฟอร์ไลฟ์บุ๊คสโตร์
81/2 ถ.ท่าคราวน้อย อ.เมือง จ.ลำปาง 52000

พะเยา
1. ไบเบิลเทรนนิ่งเซนเตอร์
681 ถ.พหลโยธิน อ.เมือง จ.พะเยา 56000

เชียงใหม่
1. ศูนย์ CLC เชียงใหม่
190/4 ถนนบำรุงราษฎร์ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 จันทร์-เสาร์ โทร.(053)300-087

2.Hccc Bookstore (โฮป ทริปเปิ้ล ซี บุ้คสโตร์)
231 หมู่ 6 ต.สันพระเนตร อ.สันทราย จ. เชียงใหม่ 50210 โทร. 081-671-0878,083-017-9038 Fax 053-343-684 E-mail: hcccbookstore@gmail.com

เชียงราย
1. คริสเตียนบรรณาคาร
664 ถ.ศรีเกิด ม.3 ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย 57000 โทร.(053) 718825

2. คลังหนังสือชีวิตใหม่
627 ถ.วิเศษเวียง จ.เชียงราย 57000 โทร.(053) 712635

3. ศูนย์พระคริสตธรรมเบ็ธเอล
99/3 ม.7 ถ.เกาะทราย 2 อ.แม่สายจ.เชียงราย 57130

4. Good Shepherd Christian Book Center
57/3 หมู่ 2 ถนนพหลโยธิน ตำบลแม่ไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 57240 โทร. 08-9554-2432, 08-9432-5232, 053-667111 Email: goodshepherd_thai@hotmail.com

ขอนแก่น
1. ศูนย์ CLC ขอนแก่น
23/2 ถนนอำมาตย์ อำเภอ เมือง จ.ขอนแก่น 40000 โทร.(043)236-595

2. ศูนย์ส่งเสริมการประกาศในกลุ่มคริสตจักร CCMA (รับรองโดยคริสตจักรจีนของแก่น)
165/25 ถ.ประชาสโมสร อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 (043)241-929 Fax:(043) 245-211

3. The Blessing
23/8 ถ.นิกรสำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 โทร 043-226681 แฟกซ์ 043-226681

นครราชสีมา
1. ไวท์วิ่ง โคราช
492/2 หมู่2 ซ.15(ชุมชนเคหะ) ถ.มิตรภาพ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 Tel/Fax (044)298-134

ศรีสะเกษ
1. ศรีสะเกษบุ๊คสโตร์
1482/2-3 ถ.วิชิตนคร อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

อุดรธานี
1. สามัคคีธรรมบุ๊คสโตร์
คริสตจักรสามัคคีธรรมอุดร 229/1 ถนนอุดรดุษฎี อ. เมือง อุดรธานี 41000 โทร. (042) 222-532

อุบลราชธานี
1. เอ็มซีบุคส์ (แม่น้ำโขงคริสเตียนบุคส์)
165 ถ.สุขาอุปถัมภ์ อ.เมืองจ.อุบลฯ 34000 0-4531-1357,0-4531-5780,01-718-2811 Email: mcbooks@isaannews.com

สงขลา
1. ศูนย์ CLC หาดใหญ่
63 ถนนไทยอาคาร หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 จันทร์-เสาร์ โทร.(074)421-037

ภูเก็ต
1. คริสเตียน บุ๊ค เซ็นเตอร์
1/3 ถ.อ๋องซิมผ่าย ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต 83000 (ใกล้ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน) โทร.085-0686257

2. คริสเตียนบุ๊คเซ้นเตอร์
48/67 ซ.ป่าสัก 8 เชิงทะเล ถลาง ภูเก็ต 83110 โทร. 076- 274975 fax: 076 274976 มือถือ 084-0567027 E-mail: yai_k@hotmail.com

1/06/2554

My Cross

I love you

Five Loaves and Two Fishes (Thai Subtitles)

สถานที่พิเศษของพระเจ้า – Mana Society by มานาประจำวัน

สถานที่พิเศษของพระเจ้า – Mana Society by มานาประจำวัน

กลับมาแล้วค่าและสวัสดีปีใหม่ทุกคนนะคะ