12/08/2555

ประวัติความเป็นมาของวันคริสต์มาส

ประวัติความเป็นมาของวันคริสต์มาส คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas
เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม
ความสำคัญของวันคริสต์มาส คริสต์มาส เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งวันหนึ่ง ในศาสนาคริสต์ มิใช่เป็นวันสำคัญฝ่ายร่างกาย จัดงานรื่นเริงภายนอกเท่านั้น ซึ่งเป็นแต่เพียงเปลือกนอก ของการฉลองคริสต์มาส แต่แก่นแท้อยู่ที่ความรักของพระเจ้าที่ มีต่อโลกมนุษย์ นั่นคือ พระเจ้าทรงรักมนุษย์มากจน ถึงกับยอมส่งพระบุตรแต่องค์เดียวของพระองค์ ให้มาเกิดเป็นมนุษย์ มีเนื้อหนังมังสา ชื่อว่า “เยซู” การที่พระเจ้าได้ถ่อมองค์และเกียรติ ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น จากการเป็นทาสของความชั่ว และบาปต่างๆ นั่นเอง ดังนั้น ความสำคัญของวันคริสต์มาส จึงอยู่ที่การฉลองความรัก ที่พระเจ้ามีต่อโลกมนุษย์ อย่างเป็นจริงเป็นจัง และเห็นตัวตนในพระเยซูคริสต์ ที่มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น





ประวัติการประสูติพระเยซูเจ้า ในเวลานั้น จักรพรรดิออกัสตัส รับสั่งให้ราษฎรทุกคนในอาณาจักรโรมัน ไปลงทะเบียนสำมะโนประชากร โยเซฟและมารีย์ ซึ่งมีครรภ์แก่ จึงต้องเดินทางไปยังเมืองเบธเลเฮม อันเป็นเมืองที่กษัตริย์ดาวิดประสูติ พอดีถึงกำหนดที่มารีย์จะคลอดบุตร เธอก็ได้คลอดบุตรชายหัวปี เธอเอาผ้าพันกายพระกุมารแล้ววางไว้ในรางหญ้า เนื่องจากตามโรงแรมไม่มีที่พักเลย คืนนั้น ทูตสวรรค์ของพระเจ้า ปรากฎแก่พวกเลี้ยงแกะ พวกเขาตกใจกลัวมาก แต่ทูตสวรรค์ปลอบพวกเขาว่า “อย่ากลัวไปเลย เพราะเรานำข่าวดีมาบอก คืนนี้เอง ในเมืองของกษัตริย์ดาวิด มีพระผู้ช่วยให้รอดประสูติ พระองค์นั้นเป็นพระคริสต์พระเป็นเจ้า นี่จะเป็นหลักฐานให้พวกท่านแน่ใจคือ พวกท่านจะพบพระกุมาร มีผ้าพันกายนอนอยู่ในรางหญ้า” ทันใดนั้น มีทูตสวรรค์อีกมากมาย ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าว่า ขอเทิดพระเกียรติพระเจ้า ผู้สถิตย์ในสวรรค์ชั้นสูงสุด สันติสุขบนพิภพ จงเป็นของผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย
 
 
 
 
 

9/20/2555

"แวนเนส วู" กับชีวิตที่เปลี่ยนไป...เพราะพระเจ้า


ชีวิต เหมือนตกอยู่ในเงามาโดยตลอด สำหรับหนุ่มตี๋ แวนเนส วู ที่ถึงแม้ในอดีต จะโด่งดังมากมายกับบทบาทในละครเรื่อง "รักใสใสหัวใจสี่ดวง" เมื่อ 10 ปีก่อน แต่หลังจากนั้น ไม่ว่าจะหยิบจะจับงานอะไรที่มันนอกเหนือไปจากกลุ่ม เอฟโฟร์ ก็ดูท่าจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าใดนัก จนกระทั่ง ล่าสุดได้มีโอกาสสวมบทบาทพระเอกลูกติดในละครเรื่อง “Autumn’s Concerto” จึงได้กลับมาเชิดหน้าชูตา โด่งดังเทียบเท่าพระเอกชั้นแนวหน้าของไต้หวันได้เพียงข้ามคืน ซึ่งความสำเร็จทั้งหมด แวนเนส ขอยกให้แก่พระผู้เป็นเจ้าที่ประทานพรมาให้เขาในครั้งนี้

คงปฏิเสธไม่ได้ ว่ามีหลายคนที่คิดว่า แวนเนส เอฟโฟร์ เป็นหนุ่มเจ้าชู้แสนสำราญ ด้วยหน่วยก้าน และท่าทางนักเรียนนอกจ๋า อิมพอร์ตจากอเมริกาเอื้ออำนวย หากแต่ความจริงใครเลยจะรู้ว่า เจ้าตัวให้คำปฏิญาณอุทิศตน ให้แก่พระเจ้า และเคร่งครัดในศาสนามากขนาดไหน

“หลังจากที่ผมเริ่มนับถือพระเจ้าอย่างจริงจัง เมื่อไหร่ที่มีเวลาว่าง ผมก็จะใช้มันไปกับการเข้าโบสถ์” แวนเนส กล่าว ก่อนจะแจงถึงสาเหตุที่ทำให้เขาหันหน้าเข้าสู่พระเจ้า “เมื่อ 10 ปีก่อน สมัยเล่นละครเรื่องรักใสใสหัวใจสี่ดวง พวกเราเอฟโฟร์ทั้ง 4 โด่งดังมาก ใครๆ ต่างก็รุมล้อมให้ความรัก ให้การสรรเสริญ ซึ่งพอมันมากๆ เข้า ก็ทำให้คนเราหลงลืมตัวเองได้ เหมือนจะมีชื่อเสียง เหมือนจะโด่งดัง แต่ลึกลงไปกว่านั้น ผมกลับรู้สึก ว่ามันคือความว่างเปล่า

มีหลายครั้งที่ผมเฝ้าถามตัวเอง ว่าเราเป็นใครกันแน่ ผมลืมไปจนหมดสิ้น ว่าสิ่งที่เราต้องการและอยากจะเป็นจริงๆ คืออะไร มันเป็นช่วงเวลาที่สับสนมาก จนผมต้องขอหยุดพักเพื่อกลับไปตั้งหลักที่อเมริกา และสุดท้ายผมก็พบทางออกหลังจากที่ได้พบกับพระเจ้า"

นับจากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ แวนเนส เริ่มนับถือศาสนาอย่างจริงจัง “หลายคนพูดว่าผมเปลี่ยนไป ซึ่งผมก็ยอมรับ ว่าความศรัทธามีส่วนช่วยเกลาจิตใจ และบันดาลให้ชีวิตของผมเกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ผมมองโลกด้วยอาการที่สงบมากขึ้น รู้จักคิด รู้จักพูด และมีทัศนคติที่กว้างไกลกว่าเดิม เมื่อก่อนผมอาจจะเคยเป็น “สัตว์ร้าย” มาปัจจุบันนี้ แม้แต่เรื่องผู้หญิง ผมก็ไม่ยุ่ง ขนาดมีหลายคนพยายามจะเข้าหา แต่ผมก็พยายามไม่สนใจ ไม่เล่นด้วย เป็นเพราะผมมองพวกเธอด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิมแล้ว” แวนเนส กล่าว
นอกจากนั้น แวนเนส ยังย้ำอีกว่า “Autumn’s Concerto” เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เป็นผลพวงมาจากความศรัทธา “ก่อนที่จะมารับเล่นละครเรื่องนี้ ผมคิดหนักมากๆ เพราะกลัวว่าจะล้มเหลว แต่ลึกๆ ในใจ ผมสัมผัสได้ ว่าพระเจ้ามีความประสงค์อยากให้ผมเดินหน้าต่อไป ด้วยความกล้าหาญ และผมก็เชื่อ ว่าขอเพียงเรามีศรัทธา พระเจ้าก็จะไม่ทอดทิ้งเราแน่นอน ผมจึงตัดสินใจตกลงเล่นละครเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าผมตัดสินใจถูก” พระเอกหนุ่มอ้าง

“ตอนนี้ผมอาจจะทุ่มเทให้แก่พระเจ้า แต่ในอนาคต ผมก็ยังหวังว่าจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นในสักวัน ถ้าทุกอย่างพร้อม ผมก็อยากมีลูกสัก 6 คน และที่สำคัญ ผมหวังว่าแม่ของพวกเขาจะเป็นคนที่ศรัทธาในพระเจ้า เช่นเดียวกับผมด้วย!!”

ข่าวจาก: http://www.komchadluek.net/detail/20100327/53661/แวนเนสวูกับชีวิตที่เปลี่ยนไป...เพราะพระเจ้า.html

1โครินธ์ 10:13

ไม่มี การทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้
1โครินธ์ 10:13



อิสยาห์ 25:4

เพราะ พระองค์ได้ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งของคน ยากจน ทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งของคนขัดสน เมื่อเขาทุกข์ใจทรงเป็นที่กำบังจากพายุ และเป็นร่มกันความร้อน เพราะลมของผู้ที่ทารุณก็เหมือนพายุพัดกำแพง
อิสยาห์ 25:4

5/17/2555

รองเท้า ชีวิตที่พรั่งพร้อม



.......รองเท้า ชีวิตที่พรั่งพร้อม.............
...คำว่าพรั่งพร้อมหรือพรักพร้อม หมายถึง ชีวิตที่พร้อมจะรับมือกับการโจมตีของมารในทุกทาง แต่ชีวิตที่ไม่พร้อมที่จะรับมือกับการสงครามใดๆ อาจารย์ประพันธ์ หน่อราช เล่าว่า ในสมัยเป็นทหารได้รับสอนว่าให้รักษาเท้ายิ่งกว่าใบหน้า เพราะเท้ามีความสำคัญสำหรับการรบมากกว่าใบหน้า ใบหน้าอาจสำคัญสำหรับดารานักร้องหรือนางแบบ แต่สำหรับทหารแล้วเท้าที่บาดเจ็บอาจกลายเป็นเรื่องร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้เพราะไม่สามารถทำการรบได้อย่างเต็บประสิทธิภาพ
....เปาโลกล่าวว่า การได้สวมสันติสุขจะทำให้ชีวิตเราปลอดภัย แสดงว่า การตกอยู่ในอาการสับสนวุ่นวายเดือดเนื้อร้อนใจ วิ่งวุ่นไปมา ไม่รู้จักสงบนิ่ง เป็นการเปิดช่องให้ซาตานโจมตีบริเวณเท้าของเราได้ การขาดสันติสุขทำให้เราขาดพร้อมในการดำเนินชีวิต ไม่พร้อมที่จะประกาศพระกิติคุณและเป็นพยาน เมื่อขาดสันติสุข เราอาจซึมเศร้า หรือวุ่นวายเหมือนคนบ้า....
-(รองเท้าแห่งสันติสุข)

5/09/2555

" ชีวิตคริสเตียนกับการทดลองความเชื่อ "

      

     " ไม่มีการทดลองใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองที่เคยเกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย  พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่าน พระองค์ทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้  " (1คร.10:13)

     การทดลองความเชื่อ  เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นในชีวิตคริสเตียน  เนื่องจากคริสเตียนเชื่อและติดตามพระเจ้าที่อยู่ในภาคพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่สามารถมองเห็นได้  ดังนั้นการดำเนินชีวิตของคริสเตียน  จึงเป็นการดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ  เหมือนดั่งที่อัครทูตเปาโลบันทึกไว้ในพระคัมภีร์  (รม.1:17) " เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่นต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ คามทีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่ไดโดยความเชื่อ " จะเห็นว่าคริสเตียนแท้ จะต้องมีความเชื่อที่แท้จริงต่อพระเจ้า แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ ที่ยังติดบ่วงของเนื้อหนัง บางครั้งก็หลงเจิ่นไปกับการล่อลวงของมารซาตาน ให้ละทิ้งความเชื่อ พระเจ้าจะทดลองความเชื่อของมนุษย์ เพื่อให้มีความเชื่อมากยิ่งขึ้น และปรับปรุงตนเองเป็นคนดีพร้อม  ขณะที่อยู่ในช่วงของการทดลอง  คริสเตียนผู้ถูกทดลองย่อมเกิดความทุกข์ทรมาน เกิดความหวาดกลัว  แต่ขอให้ระลึกเสมอว่า  "ไม่มีการทดลองใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลอง ที่เคยเกิดขึ้นกับมนุษย์ทั้งหลาย"  ดังนั้น เมื่อเกิดการทดลอง ท่านจะต้องยืนหยัดสร้างกำลังใจให้เข้มแข็ง เพื่อให้มีชัยชนะเหนือการทดลอง เพราะไม่ใช่ลำพังท่านแต่เพียงผู้เดียว ที่ถูกทดลอง ทุกคนที่เชื่อในพระเจ้า ก็ล้วนผ่านการทดลองมาแล้วแทบทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น
      - อับราฮัม         ถูกทดลองความเชื่อ โดยการถวายบุตรแด่พระเจ้า
      - โยบ             ถูกทดลองให่แช่งด่าพระเจ้า เพราะความทุกข์ทรมานต่าง ๆ
      - โมเสส          ถูกทดลองให้เดินไปกับพระเจ้า ละทิ้งตำแหน่ง บุตรของธิดาฟาโรห์
      - พระเยซู         ถูกทดลองเรื่องความเชื่อ ในฐานะบุตรของพระเจ้า

     ในการทดลองแต่ละครั้ง  จะไม่หนักเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ "พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านถูกทดลอง เกินกว่าที่ท่านจะทนได้" ดังนั้น ขณะถูกทดลอง ท่านต้องตระหนักเสมอว่า การทดลองจะไม่หนักเกินสำหรับท่าน จะทำใหท่านมีความหวังที่จะผ่านการทดลองนั้นไป  เพราะไม่มีที่ใดที่พระคุณของพระเจ้าไปไม่ถึง ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ (สดด.139:7-8)"ข้าพระองค์จะไปไหนให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์  ถ้าข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ทรงสถิตที่นั่น ถ้าข้าพระองค์จะทำที่นอนไว้ในแดนผู้ตาย พระองค์ทรงสถิตอยูที่นั่น " ดังนั้นเมื่อเกิดการทดลอง พระเจ้ารู้ว่า ท่านมีความสามารถที่จะรับกับการทดลองนั้นได้ระดับไหน  พระเจ้าก็จะอนุญาตให้เท่านั้น ขอให้ท่านมั่นใจว่า พระเจ้าจะทำให้ท่านผ่านการทดลองในครั้งไปได้

      การทดลองความเชื่อมีทางหลีกเลี่ยงได้เสมอ " เมื่อท่านถูกทดลองนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย " ท่านต้องตระหนักเสมอว่า มีทางออกสำหรับการทดลองทุกอย่างสำหรับผู้เชื่อ ทางออกหมายถึง การหลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยที่จะนำไปสู่การทดลอง ประกอบด้วย 4 ประการดังนี้ (คริสจักรศิโยนกรุงเทพ,คำเทศนา)

      ประการที่ การสูญเสียสิ่งที่รัก ที่หวงแหน (ปฐม.22:1-2)

                       หลีกเลี่ยงได้โดยการติดสนิทกับพระเจ้า  มีความเชื่อพระเจ้า  ยอมเสียสละทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อพระเจ้า ไม่รัก
                       หรือหวงแหนทรัพย์สินที่ไม่ยั่งยืนมากกว่าพระเจ้า เช่นการถวายสิบลดอย่างสมำเสมอ การให้ทาน การแบ่ง
                        ปัน เป็นต้น

      ประการที่ การผจญความยากลำบากในชีวิต (ฉธบ 8:2)

                       หลีกเลี่ยงได้โดย คริสเตียนทุกคนต้องมีความเชื่อ จะต้องถ่อมใจลงต่อพระองค์ แสวงหาการทรงนำที่มา
                       จากพระเจ้าเท่านั้น ไม่พึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองอย่างเดียว รักและยึดพระวจนะของพระเจ้า
                       เป็นที่ตั้ง มีความเชื่อและมั่นคงต่อพระเจ้า จะทำใหชีวิตไม่มีความยากลำบาก

      ประการที่ การทดลองให้ตัดสินใจที่จะเลือก (1 พกษ3:5)

                       เมื่อถูกเลือกและถูกเรียกให้มาเป็นผู้รับใช้ ควรปฏิบัติหน้าที่ผู้รับใช้ให้เต็มที่ ไม่ควรทำกิจกรรมอื่นเสริม เช่น
                       การทำธุรกิจควบคู่กับการเป็น ศบ.เป็นต้น

      ประการที่ การทดลองให้ทำภารกิจที่ยากเกินกำลังความสามารถ (ยน.6:5-6)
                      
                       ภารกิจทุกอย่างจะสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้ ถ้าได้รับการทรงนำจากพระเจ้า เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำภาร
                       กิจที่ยุ่งยากใด ๆ ก็ตาม ต้องอธิษฐานทูลขอการทรงนำจากพระเจ้าก่อนเสมอ และต้องมีความเชื่อว่า พระ
                       เจ้าช่วยได้จริง ต้องสำเร็จได้ ไม่มีสิ่งใดที่ระเจ้าทำไม่ได้ (ลก.1:37)

     ในการทดลองทุกครั้ง พระเจ้าจะยอมให้มารซาตานมาทดลองท่าน เพื่อให้ท่านพ่ายแพ้ และละทิ้งพระเจ้า แต่เมื่อท่านยังคงยืนหยัดความเชื่อ ท่านก็จะผ่านการทดลองไปได้ พระเจ้าจะไม่ยอมให้มารซาตานลุกล้ำเข้ามาทำลายท่าน แต่จะยอมให้มารซาตานทดลองท่าน ในระดับที่ทำให้ท่านเกิดสติปัญญา และเพิ่มความเชื่อ "เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้"พระเจ้าจะป้องกันท่านไว้ เมื่อผ่านการทดลองไปแล้ว ท่านต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการทดลอง โดยปฏิบัติตามข้อเชื่อในพระคัมภีร์ และอธิษฐานสม่ำเสมอ (มธ.6:13,26:24)(มก14:38)
 


บทความโดย จรินทร์  สรรกิจเจริญสุข
สมาชิกศาลาธรรมธารพระพร 2



4/23/2555

การประชุมค่ายอาสาสู่แม่แจ่ม เพื่อเด็กๆบ้านครูปุ๊

  การทำงานรับใช้พระเจ้านั้นต้องมีความสมัคคี ช่วยเหลือกัน จูดี้มั่นใจว่างานใดๆก็จะสำเร็จ เพราะพระเจ้าสถิตกับเรา








4/03/2555

ความหมายวันอีสเตอร์


   วันอีสเตอร์ คือวันระลึกถึงวันเป็นขึ้นมาจากความตาย ขององค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ คำว่า "อีสเตอร์" ที่นำมาใช้สำหรับการฉลองนั้นมาจากคำว่า"EOSTRE" ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิตของพวกทูโทนิคเป็นเทพเจ้าแห่งการฟื้นคืนชีพ เพราะก่อนถึงฤดูนี้ ต้นไม้ใบหญ้า ดอกร่วงหล่นเหลือแต่ซาก พอถึงฤดูใบไม้ผลิมันจะกลับผลิดอกออกใบมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นฤดูใบไม้ผลิ จึงถูกนำมาเปรียบกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูด้วย จึงเรียกวันนี้ว่า "อีสเตอร์

   สมัยก่อน คริสตจักรต่างๆจัดฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ที่ไม่ตรงกันจนถึงปี ค.ศ.325 สภาไนเซียหรือสภาผู้นำคริสตจักรทั่วโลกได้ประชุม และมีมติให้กำหนดแน่นอนให้คริสตจักรทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกันโดยกำหนดวันอีสเตอร์คำนวนตามระบบจันทรคติทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้การฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ในครั้งแรกจริงๆ

   การฉลองวันอีสเตอร์โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ หรือที่สุสาน หรือในทุ่งกว้าง หรือตามป่าเขาร้องเพลงนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ยังมืดอยู่พอดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าเสียงเพลง"เป็นขึ้นแล้ว"ก็จะดังกระหึ่มขึ้นเขาจะร้องเพลง อธิษฐานโมทนาพระคุณพระเจ้าและสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ได้มีชัยชนะเหนือความตาย และทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ หลังจากนั้นก็ บรรยายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์หนุนใจให้คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างมีชัย เหนือความบาป และความตายยืนหยัดอยู่ในความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เสร็จแล้วบางแห่งก็จะมีการเล่นเกมส์สนุกๆ หลายแห่งนิยมเอาไข่มาระบายสีต่างๆ ให้ดูสวยงามและนำไปซ่อนให้เด็กๆ หรือหนุ่มสาวค้นหาอย่างสนุกสนาน คนโบราณในประเทศตะวันตกเชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตเพราะกำลังจะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น จึงได้มีการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ด้วยดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ คือดอกลิลี่หรือดอกพลับพลึงขาวบริสุทธิ์

   คริสเตียนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐเพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วันคริสตมาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิดและสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็จะเป็นพระเจ้าที่ตายแล้วไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตายบรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้นจากความตายมีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่าหลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายพระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวกและได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา40 วัน จึงได้เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตายแต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้งเพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริงโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวันผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรักที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง

ความหมายไข่ในวันอีสเตอร์
ไข่ ( Easter egg) หมายถึง ชีวิตใหม่
การหาไข่อีสเตอร์ กลาย เป็นธรรมเนียมประเพณีที่สนุกสนาน เคียงคู่ไปกับการเฉลิมฉลองวั นอีสเตอร์ จนยากที่จะตัดทิ้ง ทั้งๆที่ไข่ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับอีสเตอร์เลย เริ่มแรกเมื่อมีการใช้ไข่ในยุโรปสมัยโบราณ หมายถึง “ชีวิตใหม่” หรือ “ความอุดมสมบูรณ์ที่กลับมาอีกครั้งหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ
ที่มา http://www.catholic.or.th


3/28/2555

โครงการปันน้ำใจให้น้อง ได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว



   จากอดีตของจูดี้ ที่ทางบ้านพอมีพอกินในเมื่อก่อน เคยเห็นคุณยายบริจาคของให้เด็กยากไร้เสมอ ในตอนนั้นจูดี้ไม่คิดสงสารหรือเห็นใจ แต่กลับรู้สึกว่า เหมือนถูกเบียดเบียน แตะต้องของบริจ่าคก็ไม่ได้โดนดุยกใหญ่ รู้สึกว่าคุณยายนี่ลำเอียงมากค่ะ แต่วันนึงที่ชีวิตของจูดี้เปลี่ยนไป เป็นผู้ได้รับบ้าง หลังจากคุณตา คุณยาย คุณแม่ ไม่อยู่ด้วยแล้ว ปัญหาในชีวิตไม่ต้องพูดถึงค่ะ ตอนนั้นเองจูดี้ได้เป็นผู้รับ และรู้สึกได้ถึงความตื้นตันตอนนั้นค่ะ เอาเป็นว่าจูดี้ไม่เล่า ผู้อ่านคงเดาเรื่องได้นะคะ

   สรุปก็คือเป็นคนลืมสิ่งดีๆไม่ได้ค่ะ เมื่อเราสามารถช่วยเหลืออะไรใครได้ก็อยากจะช่วยเต็มที่จริงๆค่ะ
จนวันนึงที่เขียนบล็อกขึ้นมาคือบล็อกนี้ และรวมกลุ่มคนในเฟสบุ้คด้วย เราจึงมีสมาชิกและเพื่อนๆที่มีใจด้านนี้ด้วยกัน แต่เพียงกลุ่มเล็กๆก็ไม่กล้าคิดไปไกล ก่อนหน้านี้จูดี้ฝากของไปกับรถไฟเพื่อบริจาคบนดอย ซึ่งเพื่อนของจูดี้จัดการให้ เพื่อนเล่าว่าหลายคนดีใจกับของที่เราส่งไป แต่หลายคนก็ไม่ได้รับ ก็เลยคิดว่าหากทำอะไรเพียงผู้เดียวความสำเร็จมันดูลางเลือน และบางปีก็ไม่มีงบที่จะส่งไปค่ะ ก็ปล่อยทิ้งไปค่ะ ไม่มีความต่อเนื่อง แต่พอปีที่ผ่านมาน้ำท่วมหนักที่บ้านจูดี้ค่ะ แม้เราจะมีของกินและสำรองชีวิตแล้ว ซึ้งเราไม่คิดจะรับบริจาคจากใครเลย แต่เราก็ยังเห็นความมีน้ำใจของคนไทยค่ะ ยังมีเพื่อนบ้านไปรับของบริจาคเป็นยาและของจำเป็น ซึ่งเราไม่มีค่ะ และเขารับมาเผื่อเราด้วย วันนั้นดีใจมากค่ะ รู้สึกว่าการช่วยเหลือกันมันช่างดี และทำให้ขุดโครงการนี้กลับมาอีกครั้งค่ะ ช่วงที่กำลังคิดเรื่องนี้พี่น้องคริสเตียนโทรมาชวนไปแจกถุงยังชีพ ทีนี้ฮึกเฮิมมากค่ะ เพราะวันที่ไปแจกของมีคนร้องไห้ดีใจมากรับของจากมือเราก็บอกขอบคุณ
ทีนี้คิดแล้วว่าการให้คนนั้นเป็นเรื่องดีจริงๆ คงต้องทำโคงการต่อ

  เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนรุ่นพี่ฟังเพื่อนรุ่นพี่แนะนำขึ้นดอยแม่แจ่มก่อนเรย เพราะพี่เขาเพิ่งไปมาและส่งของขึ้นไปบริจาค จูดี้ก็ว่าตกลงแต่ขอสำรวจให้แน่ใจ ได้เบอร์มาสักพัก ตัดสินใจติดต่อมิสปุ๊ หรือครูปุ๊ของเด็กๆ
ได้คำตอบชัดเจนมากค่ะ จูก็นำข้อมูลของครูปุ๊มาให้ผู้อ่านดูกันก่อนค่ะ

เบื้องต้นพี่ส่งแผ่นพับของบ้านมาให้ดูก่อน
ที่โครงการรินน้ำใจให้เด็กดอยอินทนนท์
เราทำงานกับเด็กหญิงชนเผ่าปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง) ม้งและอาข่า
ที่มีฐานะยากจนมาจากหมู่บ้านที่ไม่มีโรงเรียนในเขต
จ. เชียงใหม่  จ.ตาก    จ.เชียงรายและจ.แม่ฮ่องสอน   
โดยเปิดบ้านพิพัฒน์กนกพรขึ้น ที่ อ.แม่แจ่ม  จ. เชียงใหม่ 
 โดยเริ่มแรกอุปการะเด็กหญิงชั้น ม. ปลาย
ต่อมาก็ขยายต่อไปยังเด็กชั้น ม.ต้นและชั้นประถม
 สาเหตุที่เราเลือกเป้าเป็นเด็กหญิงเพราะมีความเสี่ยงต่อขบวนการค้ามนุษย์
 คารค้าแรงงานเด็ก  โสเภณีเด็ก  และขบวนการค้ายาเสพติดสูง
 ทั้งนี้เปิดโอกาสทางการศึกษา  จัดหาที่พักที่ปลอดภัย
 อาหารที่มีครบทั้ง 5 หมู่  อบรมอาชีพ  จัดกิจกรรมให้เกิดคุณธรรมจริยธรรม
 เข้าใจผู้ด้อยกว่า  รับผิดชอบต่อสังคม   พาไปทัศนศึกษานอกสถานที่  
ปัจจุบันมีคุณครูปุ๊ดูแลเด็กๆคนเดียว  รวมถึงเป็นผู้ประสานงานและจัดหาทุนด้วย
โดยได้รับทุนจากโครงการจัดตั้งมูลนิธิหาญบุญญาพิพัฒน์
 และคุณจีรศักดิ์  มานะตระกูล  เป็นหลัก
 ข้อมูลเบื้องต้นก็มีเท่านี้ค่ะ"

นี่เป็นจดหมายของครูปุ๊นะคะ ตอนนั้นก็ระดมความคิดกับเพื่อนค่ะ และเชิญ อาจารย์สมบัติ ตระกูลธนศาล เป็นที่ปรึกษาโครงการค่ะ ซึ่งวันนี้คงเล่าทั้งหมดยังไม่ได้นะคะ เดี๋ยวผู้อ่านจะรำคาญซะก่อนค่ะ คราวหน้าจะมารายงานความคืบหน้าเรื่อยๆค่ะ วันนี้มีรูปมิสปุ๊และเด็กๆมาฝากค่ะ 








สุดท้ายขอพระเจ้าอวยพระพรท่านผู้อ่านทุกท่านนะคะ

3/02/2555


งานประชุมของซาตาน (จงอ่านแม้ว่าคุณจะยุ่ง)

งานประชุมของซาตาน (จงอ่านแม้ว่าคุณจะยุ่ง)

ซาตานเรียกเหล่ามารเข้าประชุมระดับโลก ในพิธีเปิด มันกล่าวว่า
“เราหยุดคริสเตียนจากการไปโบสถ์ไม่ได้”
“เราหยุดพวกเขาจากการอ่านพระคัมภีร์และรู้จักความจริงไม่ได้”
“เราหยุดพวกเขาจากการสนิทสนมกับองค์ผู้ช่วยให้รอดของพวกเขาไม่ได้"
"เมื่อพวกเขารักษาความสัมพันธ์นั้นกับพระเยซูไว้ได้ อำนาจของพวกเราที่มีเหนือเขาก็ถูกทำลายลง"

" ดังนั้น จงปล่อยให้พวกเขาไปโบสถ์ ปล่อยให้พวกเขาทานมื้อค่ำด้วยกัน แต่จงขโมยเวลาของพวกเขา พวกเขาจะได้ไม่มีเวลาพัฒนาความสัมพันธ์กับพระเยซูคริสต์"
"นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการให้พวกเจ้าทำ" ซาตานกล่าว
" จงหันเหความสนใจของพวกเขาจากการมีความสนิทสนมกับองค์ผู้ช่วยให้รอด และจากการรักษาความสัมพันธ์อันสำคัญนั้นไว้ได้ตลอดวันเวลาของพวกเขา!"
"เราจะใช้วิธีไหนล่ะ?" เหล่ามารตะโกนถาม
"จงทำให้พวกเขายุ่งในเรื่องของชีวิตอันหาสาระไม่ได้อยู่ตลอด จงออกอุบายนับไม่ถ้วนเพื่อยึดพื้นที่ความคิดของพวกเขาไว้" ซาตานตอบ
"จงล่อลวงพวกเขาให้ใช้จ่ายเงิน จ่าย จ่าย จ่ายและหยิบยืม ยืม ยืม"
" จงโน้มน้าวบรรดาภรรยาให้ออกไปทำงานหามรุ่งหามค่ำ ส่วนสามีทำงานหกเจ็ดวันต่อสัปดาห์ วันละสิบ สิบสองชั่วโมง เพื่อพวกเขาจะมีเพียงพอสำหรับวิถีชีวิตอันว่างเปล่า"
" จงดึงพวกเขาจากการใช้เวลากับลูก"
"เมื่อครอบครัวแยกกระจัดกระจาย ไม่ช้าบ้านของพวกเขาจะไม่ใช่สถานที่หลบภัยจากความกดดันของงานอีกต่อไป!"
" จงกระตุ้นความคิดของพวกเขาให้ทำงานไม่หยุด จนพวกเขาไม่สามารถได้ยินเสียงเบาๆ เสียงนั้น" "จงล่อพวกเขาให้เปิดวิทยุหรือเครื่องเล่นเทปเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาขับรถ"
"จง ทำให้ทีวี วีซีอาร์ ซีดีต่างๆ และเครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ตลอดในบ้านของพวกเขา จงจัดการให้ทุกร้านค้า ทุกภัตตาคารในโลก เล่นดนตรีที่ไม่ถูกต้องตามพระคัมภีร์ตลอดเวลา"
"สิ่งนี้จะอัดแน่นอยู่ในความคิดของพวกเขาและทำลายความสัมพันธ์สนิทนั้นที่ พวกเขามีกับพระคริสต์"
" จงทำให้โต๊ะกาแฟเต็มไปด้วยนิตยสารและหนังสือพิมพ์"
"จงกระหน่ำความคิดของพวกเขาด้วยข่าวตลอด 24 ชั่วโมง"
"จงบุกรุกเวลาของพวกเขาขณะขับขี่ยวดยานด้วยป้ายโฆษณาต่างๆ"
"จง ทำให้ตู้รับจดหมายของพวกเขาแน่นไปด้วยจดหมายขยะ, แค็ตตาล็อกรายการสั่งสินค้า, ชิงโชค, จดหมายข่าวสาร, สินค้าบริการ, โปรโมชั่น, การแจกฟรีและข้อเสนอความหวังลมๆ แล้งๆ ทุกรูปแบบ"
" จงทำให้นางแบบสวยหุ่นบางขึ้นปกนิตยสารและออกทีวี เพื่อเหล่าสามีจะเชื่อว่าความงามภายนอกนั้นเป็นสิ่งสำคัญ และพวกเขาจะเริ่มไม่พอใจภรรยาของตน"
"จงทำให้เหล่าภรรยาเหนื่อยอ่อนเกินกว่าที่จะแสดงความรักต่อสามียามค่ำคืน"
"จงทำให้พวกเธอปวดหัวด้วย!"
"ถ้าพวกเธอไม่ให้ความรักที่สามีต้องการ พวกเขาจะเริ่มมองหาจากแหล่งอื่น"
"นี่จะทำให้ครอบครัวแตกแยกกันได้เร็วขึ้น!"
"จงให้ซานตาคลอสดึงความสนใจของพวกเขาออกจากการสอนลูกหลานเรื่องความหมายที่ แท้จริงของคริสตมาส"
"จงให้กระต่ายอีสเตอร์แก่พวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้ไม่พูดเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระองค์และฤทธิ์ เดชเหนือบาปและความตาย"
" แม้กระทั่งในเวลาพักผ่อนของพวกเขา จงทำให้พวกเขาทำมากเกินพอดี"
"จงทำให้พวกเขากลับจากการพักผ่อนอย่างเหนื่อยอ่อนแรง"
"จงทำให้พวกเขายุ่งเกินกว่าที่จะออกไปเห็นธรรมชาติและคิดถึงการทรงสร้างของ พระเจ้า"
"จงส่งพวกเขาไปสวนสนุก, งานกีฬา, โรงละคร, คอนเสิร์ตและโรงหนังแทน"
"จงทำให้พวกเขายุ่ง ยุ่ง ยุ่ง ไม่หยุดหย่อน!"
"เวลาพวกเขาพบกันเพื่อสามัคคีธรรมฝ่ายวิญญาณ จงทำให้มีการซุบซิบ การพูดไร้สาระเพื่อพวกเขาจะกลับไปด้วยจิตสำนึกที่เป็นทุกข์"
"จงจับกุมชีวิตของพวกเขาด้วยสิ่งดีจำนวนมากจนพวกเขาไม่มีเวลาที่จะเสาะหา ฤทธิ์เดชจากพระเยซู" "ในไม่ช้าพวกเขาจะเริ่มทำสิ่งต่างๆ ด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตนเอง สังเวยสุขภาพและครอบครัว
เพื่อเหตุที่ดี"
"มันจะได้ผล!" "มันจะได้ผล!"
ช่าง วางแผนการอะไรได้ดีขนาดนี้! เหล่ามารต่างกระตือรือร้นออกไปทำหน้าที่ของตนคือการทำให้คริสเตียนในทุกที่ ยุ่งมากขึ้นกว่าเดิม เร่งรีบมากขึ้นกว่าเดิม ไปที่โน่นไปที่นี่ มีเวลากับพระเจ้าและกับครอบครัวของพวกเขาน้อยลง ไม่มีเวลาบอกคนอื่นถึงฤทธิ์อำนาจของพระเยซูที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
คำถามคือมารทำสำเร็จตามอุบายของมันหรือไม่?
คุณเองเป็นผู้ตัดสิน


คำว่า
"busy" (ยุ่ง) แปลว่า
B-eing อยู่
U-nder ใต้
S-atan's แอก
Y-oke? ซาตาน
ใช่หรือไม่....คุณเป็นผู้ตอบคะ
(คัดลอกบทความนี้มาจากคริสตจักร พันธกิจเชียงใหม่)